ศาสตร์พระราชา จารึกไว้ในแผ่นดิน


ศาสตร์พระราชา จารึกไว้ในแผ่นดิน

         ศาสตร์พระราชาของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็คือ องค์ความรู้ที่ว่าด้วยเรื่อง “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ครอบคลุมในทุกมิติ ด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม พระราชประสงค์ของพระองค์ คือ การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่และด้านจิตใจของประชาชนคนไทยเป็นสำคัญ


          “เป้าหมายในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน  เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยต้องคำนึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือนักพัฒนาจะต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติและเป็นเรื่องของจิตใจ”


         พระราชดำรัส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากหนังสือพระมหากษัตริย์นักพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชา  พ.ศ. 2554


         นอกจากนี้ ทุกหน่วยงานภาครัฐได้ให้ความหมายใกล้เคียงกัน แต่อาจสอดแทรกบทบาท ภารกิจ ของแต่ละหน่วยงานให้สอดรับกับบริบทศาสตร์พระราชา ทั้งด้านการปกครอง การศึกษา การสาธารณสุข การเกษตร การป่าไม้และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น


         แต่ที่ให้นิยามความหมายในเรื่องนี้ได้กระจ่างชัด คือ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ผู้สนองงานใต้เบื้องพระยุคลบาทมายาวนานกว่า 40 ปี โดยสรุปสาระสำคัญ ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ไว้ 7 ประการ


         1. หลักการทรงงานเพื่อการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรียกว่า “ยุทธศาสตร์ในการพัฒนา” โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นเครื่องมือหลักซึ่งสามารถนำมาใช้ยุติความขัดแย้งในสังคมได้

         2. จากคำกล่าวที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม” อาจกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงให้ความรับผิดชอบในการปกครองด้วยหลักธรรม ประกอบด้วย ความดี และความถูกต้อง โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่า เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

         3. อำนาจของพระมหากษัตริย์ ประกอบด้วย 1) อำนาจในการแนะนำ 2) อำนาจในการให้คำปรึกษา 3) อำนาจในการตักเตือน

         4. ให้มองโครงการในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีกว่า 3,000 – 4,000 โครงการ เป็นบทเรียนหรือแนวคิด (lesson) มากกว่าเป็นเพียงการดำเนินโครงการ เพื่อเป็นการสานต่อแนวคิดการพัฒนาของพระองค์

         5. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ cost effectiveness เป็นหลักการทรงงาน ไม่ใช่ cost benefit เพราะความคุ้มค่าไม่อาจสามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ สอดคล้องกับแนวคิด ขาดทุนคือกำไร

         6. แนวทางการพัฒนาเริ่มต้นที่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยปัจจัยของการพัฒนาที่ยั่งยืนประกอบด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นปัจจัยความสำเร็จ ซึ่งปัจจัยการพัฒนาแต่ละข้อมีจุดเชื่อมโยงกัน

         7. เทคนิคการเรียนรู้การทรงงานของ ดร.สุเมธฯ คือ มองทุกอย่างที่ทรงทำ จดทุกอย่างที่ทรงพูด และสรุปทุกอย่างที่ทรงคิด


         อีกท่านเห็นจะเป็นทัศนะของ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กิจที่พระองค์ทรงทำให้ดู คำที่พระองค์ทรงแนะให้ฟังสามารถนำมาจัดเป็นศาสตร์ให้เรียนรู้ต่อได้ทั้งสิ้น จึงเป็นที่มาของศาสตร์พระราชา เพราะเป็นองค์ความรู้ที่ได้จากพระราชาเพื่อดำรงชีวิต และพัฒนาประเทศ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ด้านหลัก คือ ศาสตร์แห่งการพัฒนา ศาสตร์แห่งความประพฤติ และศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ


         กล่าวโดยสรุป เพื่อให้เกิดความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน สามารถพิจารณาได้จากทุกเรื่องราวนานัปการของพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ได้พระราชทานไว้แก่ปวงชนชาวไทยตลอดรัชสมัย  พูดแบบกระชับ เข้าใจให้ง่ายขึ้น ศาสตร์พระราชา ก็คือ


“สิ่งที่พ่อคิด  กิจที่พ่อทำ  คำที่พ่อสอน  พรที่พ่อให้”

 

                                              


สิ่งที่พ่อคิด


         พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อนานาอารยประเทศ ไม่เฉพาะแค่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ เกษตรทฤษฎีใหม่ เท่านั้น ที่ได้รับการถวายสดุดีจากประชาคมโลกว่าเป็นศาสตร์แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นอนาคตแห่งศตวรรษที่ 21


         แต่พระองค์ยังทรงประดิษฐ์คิดสร้างสิ่งต่างๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมของสังคมไทย นำมาซึ่งคุณค่าอเนกอนันต์ โดยเฉพาะ 11 สิ่งประดิษฐ์ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร โดยพระราชประสงค์ของพระองค์ก็เพื่อมอบไว้ให้เป็นมรดกของแผ่นดินสืบไป ประกอบด้วย

         1. กังหันน้ำชัยพัฒนา 2. น้ำมันไบโอดีเซล 3. กระบวนการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยวเพื่อให้เหมาะแก่การเพาะปลูก หรือ “แกล้งดิน” 4. ระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยรางพืชร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศ 5. เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ 6. อุปกรณ์ควบคุมการผลักดันของเหลว 7. ฝนหลวง หรือ “ฝนเทียม” 8. เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ 9. โครงสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ 10. ภาชนะรองรับของเสียที่ขับออกจากร่างกาย และ 11. การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์ 2 จังหวะ

                                             

กิจที่พ่อทำ  

         พระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านการปกครอง การเกษตร การสาธารณสุข การศึกษา เทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อม การยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิต ฯลฯ ดังจะเห็นได้จากโครงการในพระราชดำริรวมทั้งสิ้น 4,685 โครงการ แบ่งออกเป็นโครงการในภาคเหนือ 1,770 โครงการ ภาคอีสาน 1,178 โครงการ ภาคใต้ 908 โครงการ ภาคกลาง 805 โครงการ ตลอดจนโครงการในต่างประเทศอื่นๆอีก 24 โครงการ


         อย่างไรก็ตาม 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการทั้งหมด พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำเป็นอย่างมาก เพราะ “น้ำคือชีวิต” ดังพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2529 ความตอนหนึ่งว่า


“…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…”

                                                

คำที่พ่อสอน  

        กระแสพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาท ในหลากหลายวาระและโอกาสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ล้วนมีความลุ่มลึก แต่ละคำหรือประโยค เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ทั้งยังสอดแทรกในเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม ไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์


        เพียงแค่คำง่ายๆสั้นๆ  “รู้รักสามัคคี” –  “พอเพียง” –  “ซื่อสัตย์สุจริต”  ก็ไม่แน่ใจว่า เราได้ยึดถือปฏิบัติตามคำที่พ่อสอนมาโดยตลอดนี้ได้มากน้อยเพียงใด?


พรที่พ่อให้

          หลายสิบปีที่ผ่านมา ในช่วงระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม และวันขึ้นปีใหม่ของทุกปี จะเป็นอีกวันพิเศษที่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า จะเฝ้ารับชมอยู่หน้าจอทีวีด้วยใจจดจ่อ เพื่อตั้งใจรับพร หรือส.ค.ส.พระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เปรียบดุจน้ำทิพย์ชโลมใจ


        “ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันเสมอ ขอจงมีความสุขความเจริญ”  ข้อความสวัสดีปีใหม่พระราชทานปี 2559…


         กล่าวกันว่า หากจะเดินทางไปศึกษาโครงการพระราชดำริกว่า 4 พันโครงการในทุกพื้นที่ทั่วประเทศนั้น อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึง 10 ปี!


         แต่การเรียนรู้ ทำความเข้าใจ ศาสตร์พระราชา ให้ถ่องแท้ลึกซึ้งนั้น อาจยาวนานยิ่งกว่า เพราะต้องมุ่งมั่น ทุ่มเท ยึดถือปฏิบัติตามพระราชปณิธานไปทั้งชีวิต.


อ้างอิงจาก : http://www.smemestyle.com/ศาสตร์พระราชา-จารึกไว้ใ/